ค่ากำเหน็จ คืออะไร
และทำไมราคาที่คุณจ่ายไม่ใช่ราคาทอง
นิยาม
ค่ากำเหน็จ คือ ค่าแรงในการหลอม ขึ้นรูป และตกแต่งทองคำดิบให้กลายเป็นเครื่องประดับ — สร้อย แหวน กำไล จี้ — ค่านี้คิดเพิ่มจากราคาเนื้อทอง 96.5% ที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ผู้ซื้อทองรูปพรรณ 1 บาทจะจ่าย ราคาทอง 96.5% + ค่ากำเหน็จ + ส่วนต่างของร้าน รวมเป็นราคาที่ติดป้าย แต่ส่วนใหญ่ของส่วนต่างคือค่ากำเหน็จ ไม่ใช่กำไรของร้านโดยตรง
ที่มาของค่ามาตรฐาน
ค่ากำเหน็จมาตรฐานต่อทองรูปพรรณ 1 บาทถูกประกาศไว้ในข้อมูลอ้างอิงสาธารณะของอุตสาหกรรมทองคำในประเทศไทย ร้านทองส่วนใหญ่อ้างอิงตัวเลขนี้แต่อาจปรับเพิ่มได้ตามความซับซ้อนของลวดลาย น้ำหนักการตกแต่ง หรือฝีมือช่างเฉพาะร้าน ค่ากำเหน็จของเครื่องประดับเชิงงานออกแบบจากร้านระดับสูงอาจสูงกว่าค่ามาตรฐาน 2–3 เท่า แต่ค่ากำเหน็จของทองรูปพรรณทั่วไปที่ขายตามร้านในเยาวราชหรือตลาดท้องถิ่นมักใกล้เคียงค่ามาตรฐานอ้างอิง
การปรับขึ้นครั้งล่าสุด — มีนาคม 2568
ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2568 ค่ากำเหน็จมาตรฐานสำหรับทองรูปพรรณ 1 บาทได้ถูกปรับขึ้นจาก 500 บาท เป็น 800 บาท — เพิ่มขึ้น 60% เป็นการปรับครั้งแรกในรอบหลายปี เหตุผลที่ระบุไว้คือ ต้นทุนแรงงานของช่างทอง ค่าดำเนินการของร้าน และต้นทุนการขนส่ง-ประกันภัยที่สูงขึ้นในช่วงที่ราคาทองทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง ผลกระทบที่ผู้ซื้อรู้สึกได้ทันทีคือ ราคาทองรูปพรรณ 1 บาทห่างจากราคาทองแท่ง 1 บาทมากขึ้น 300 บาท แม้ราคาเนื้อทองจะไม่เปลี่ยน
ค่ากำเหน็จตามน้ำหนัก
ค่ากำเหน็จคิดต่อหน่วยน้ำหนัก ไม่ใช่ต่อชิ้น — ทองรูปพรรณ 2 บาทจะมีค่ากำเหน็จราว 2 เท่าของทอง 1 บาท ทอง 1 สลึง (¼ บาท) คิดเป็นราว ¼ ของค่า 1 บาท ส่วนทองชิ้นเล็กมาก เช่น ครึ่งสลึง อาจมีค่ากำเหน็จต่อกรัมสูงกว่าทอง 1 บาท เพราะค่าแรงขั้นต่ำในการขึ้นรูปแต่ละชิ้นไม่ได้ลดตามน้ำหนักเป็นสัดส่วนเดียวกัน ค่ากำเหน็จของแหวนหรือสร้อยขนาดเล็กจึงมักดูแพงเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคารวม
ต้นทุนแฝงเมื่อขายคืน
เมื่อขายคืนทองรูปพรรณ ร้านทองจะรับซื้อที่ราคารับซื้อทองรูปพรรณของวันนั้น ซึ่งประกาศแยกต่างหากและต่ำกว่าราคารับซื้อทองคำแท่งอยู่ราว 1,300 บาทต่อ 1 บาท ต้นทุนที่ผู้ซื้อต้องรับจึงไม่ใช่แค่ค่ากำเหน็จ แต่คือระยะห่างระหว่างราคาขายออกกับราคารับซื้อของทองรูปพรรณ ซึ่งอยู่ที่ราว 3.4% ถึง 3.5% ของราคาขายออก สำหรับทองรูปพรรณ 1 บาท ราคาทองต้องขึ้นราว 3.4% ก่อนจึงจะไม่ขาดทุนจากการถือ ไม่ใช่ราว 1.1% ตามที่คิดจากค่ากำเหน็จเพียงอย่างเดียว การซื้อทองรูปพรรณเพื่อออมเงินจึงเสียเปรียบทองคำแท่งมากกว่าที่เห็น ยกเว้นจะนำไปใช้สวมใส่จริง
ตัวอย่าง
ค่ากำเหน็จและต้นทุนที่หายไปทันที — ตัวอย่างน้ำหนักที่นิยม
| น้ำหนัก | ค่ากำเหน็จ | ขาดทุนทันทีถ้าขายคืน |
|---|---|---|
| 1 สลึง (¼ บาท) | ~฿200 | ~−฿590 |
| ½ บาท | ~฿400 | ~−฿1,180 |
| 1 บาท | ~฿800 | ~−฿2,360 |
| 2 บาท | ~฿1,600 | ~−฿4,720 |
| 5 บาท | ~฿4,000 | ~−฿11,800 |
ค่ากำเหน็จคิดจากค่ามาตรฐานปัจจุบัน ~฿800 ต่อทองรูปพรรณ 1 บาท ซึ่งรวมอยู่ในราคาทองรูปพรรณขายออกที่ประกาศแล้ว ส่วนขาดทุนทันทีคือผลต่างระหว่างราคาขายออกกับราคารับซื้อของทองรูปพรรณ ไม่ใช่ค่ากำเหน็จเพียงอย่างเดียว คิดที่ราว 3.4% ของราคาขายออก ณ เดือนกันยายน 2569 ตัวเลขจึงเปลี่ยนตามราคาทอง ดูตัวเลขของวันนี้ได้ที่หน้า ราคาทอง 1 สลึงวันนี้ ค่ากำเหน็จมาตรฐานล่าสุดปรับเมื่อ 1 มี.ค. 2568